หนูน้อยขายไม้ขีดไฟ

posted on 31 Aug 2010 00:11 by iseria in Other directory Entertainment

หนูน้อยขายไม้ขีดไฟ
Hans Christian Andersen



สาวน้อยขายไม้ขีดไฟ (The Little Match Girl) เป็นนิทานเรื่องสั้นของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1845 เป็นภาษาเดนมาร์ก ในหนังสือชื่อ Dansk Folkekalender for 1846 ดัดแปลงมาจากผลงานภาพพิมพ์ของ Johan Thomas Lundbye ในปี 1843 และนิทานเรื่อง Die Sterntaler ของพี่น้องตระ*ฮานาก้า*ลกริมม์

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) (ค.ศ. 1805-1875) ตามความเห็นของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับเขา แอนเดอร์เซนเป็นชาวเดนมาร์ก เขาเกิดในสลัม เป็นตัวตลกน่าสมเพชให้คนหัวเราะมาตลอดชีวิต แต่แล้วเขาก็ใช้คติหัวเราะทีหลังดังกว่าด้วยบรรดางานเขียนที่เขาเรียกมันว่า ‘เรื่องเล่นๆ’ ที่เป็นนิทานสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ทั่วโลกนิ่งฟังด้วยตาโต แม้ว่าเขาจะเป็น ‘นักเขียนบทละครพื้นๆ กวีฝีมือธรรมดา นักเขียนนวนิยายชั้นดี และนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวชั้นเลิศ’ หากในด้านนิทานแล้ว ‘เขาก้าวไปถึงขั้นเยี่ยมยอดไร้ที่ติ’ กล่าวกันว่านิทานของเขาเป็นบรรณาการยิ่งใหญ่จากเดนมาร์กแก่โลกวรรณกรรม ฐานะเทียบเท่าโฮเมอร์ ดันเต้ เชกสเปียร์ เซอร์บันเตส และเกอเธ่

จากการนำนิทานพื้นบ้านมาเล่าใหม่ เขาก็เริ่มแต่งนิทานเอง แล้วก็เติมความเศร้าหรือน่ากลัวเข้าไป เสริมด้วยจินตนาการเพ้อฝันและลีลาภาษาพูดเรียบง่าย เพื่อย้อมความหวานซึ้งให้กับคติของเรื่อง ‘ต้นสน’ (1845) เป็นเรื่องหนึ่งอันเป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุด เช่นเดียวกับ ‘เด็กหญิงไม้ขีดไฟ’ ‘เงือกน้อย’ ‘ราชินีหิมะ’ ‘ไนติงเกล’ ‘กล่องชุดจุดไฟ’ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ และ ‘ชุดใหม่ของจักรพรรดิ’ (‘แต่พระองค์ไม่ทรงสวมอะไรเลยสักชิ้น!’)

 





หนาวเหลือเกิน หิมะกำลังตก และราตรีกำลังคืบคลานเข้ามาถึง วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี วันส่งท้ายปีเก่าเพื่อต้อนรับปีใหม่ ในความหนาวเยียบเย็นและมืดมัวนั้น ในถนนสายหนึ่งมีผู้คนมากมายออกมาเดินเลือกซื้อของ ขวัญกันด้วยหน้าตาที่สดชื่นเพราะวันนี้เป็นคืนวันสิ้นปี และในท่ามกลางความขวักไขว่ของผู้คนเหล่านั้น ได้มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เก่าและสกปรกคนหนึ่งเดินไปตามถนนสายนั้นเพื่อขายไม้ ขีดไฟซึ่งเป็นอาชีพของเธอนั่นเอง เธอห่อไม้ขีดไฟไว้ในผ้ากันเปื้อน และถือไว้ในมืออีกกำใหญ่ เด็กน้อยเดินตะโกนร้องขายไม้ขีดไฟไปเรื่อย ๆ

" มีใครต้องการไม้ ขีดไฟบ้างไหมคะ...ไม้ขีดไฟค่ะ... ไม้ขีดไฟ"




"คุณป้าขา...ช่วยกรุณาเมตตาซื้อไม้ขีดให้หนูหน่อยสิคะ"

เธอร้องบอกขายกับสองแม่ลูกคู่หนึ่งที่เดินผ่านมา ด้วยหวังว่าสองแม่ลูกคู่นี้ดูท่าทาง จะเป็นคนใจดี ไม่แน่หรอกบางทีเธออาจจะได้รับความเมตตาบ้างก็อาจเป็นได้

"ไม้ขีดไฟที่บ้านมีอยู่แล้วมากมาย...ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที ไม่เอาหรอกจ๊ะ ลองไปถามขายคนอื่นดูเถอะ"

ไม่มีใครซื้อไม้ขีดจากเธอเลยตลอดทั้งวัน และไม่มีใครให้ทานเธอเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว หนูน้อยที่น่าสงสารเดินคอตกหนาวสั่นและหิวโหยน่าเวทนายิ่งนัก เกล็ดหิมะเกาะกรังเป็นปุยอยู่บน ผมสีทองยาวสลวยประบ่าของเธอ แน่นอน แม่หนูไม่ได้คิดอาลัยไยดีในสารรูปของตัวเองเลยสักนิด




เธอพยายามที่จะขายไม้ขีดไฟให้ได้ เพราะถ้าวันนี้เธอขายไม้ขีดไม่ได้เลยสักกำหรือไม่ได้ เงินเลยแม้สักชิลลิ่งหนึ่งแล้ว เมื่อกลับบ้านไปโดยมือเปล่า เธอจะต้องถูกพ่อซึ่งเป็นคนขี้เมาตบตีเอาอย่างทารุณ เด็กหญิง ตัวน้อยๆคนนี้จึงพยายามเดินขายไม้ขีดไฟของเธอไปเรื่อยๆอย่างใจลอย และขณะที่เธอกำลังจะข้ามถนนไป อีกฝั่งหนึ่งนั้น ก็ได้มีรถเกวียนแล่นผ่านมาด้วยความเร็วสูง เธอจึงกระโดดหลบ มันทำให้ร้องเท้าคู่เก่า ๆที่เธอใส่มานั้นต้องกระเด็นไป คนละทิศคนละทาง เธอตกใจมากแต่ก็ร้องห่วงรองเท้าของเธอขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า "โอ๊ะ รองเท้า"




เด็กน้อยผู้น่าสงสารมองตามรองเท้าที่กระเด็นไปนั้นอย่างนึกเสียดาย เพราะถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่รองเท้าคู่เก่าๆที่ใหญ่เกิดขนาดเท้าของเธออย่าง มากก็ตาม แต่มันเป็นรองเท้าของแม่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วของเธอและเป็นรองเท้าคู่ที่เธอ มีไว้สวมใส่ออกไปข้างนอกในหน้าหนาวเพื่อประทั้งความหนาวเย็นให้เพียงคู่ เดียวเท่านั้น...แรงกระโดดด้วยความลนลานทำให้รองเท้าข้างหนึ่งกระเด็นหายไป ไหนไม่รู้ ส่วนอีกข้างเด็กชายจอมเกเร คนหนึ่งคว้าเอาไปได้ แล้วก็ร้องบอกว่า "เขาจะเอาไปทำอู่ให้ลูกของเขานอน" ก่อนที่จะวิ่งหนีหายไปจากที่นั่น...




ด้วยเหตุนี้ แม่หนูน้อยจึงต้องเดินด้วยเท้าเปล่าที่แดงคล้ำช้ำไปเพราะความหนาวไปตามถนน เธอรวบรวมเก็บไม้ขีดไฟที่ตกกระจัดกระจายเกลื่อนกราดไปหมดนั้นอย่างเศร้าหมอง

"ไม้ขีดพวกนี้คงจะนำมาขายเป็นสินค้าไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว นี่ถ้ากลับไปบ้านเราจะต้องโดนพ่อดุด่าทุบตีมากมายขนาดไหนนะ" เธอคิดอย่างเลื่อนลอย แล้วเธอก็ออกเดินต่อไปอย่างไรจุดหมายปลายทาง เท้าเล็กๆคู่นั้น บอบช้ำจนเขียวเพราะความเย็นของหิมะ โธ่..เวรกรรมอะไรของเธอนะ..ช่าง เป็นเด็กน้อยที่น่าสงสารเสียเหลือเกิน....




มีแสงสว่างส่องออกมาจากหน้าต่างตามบ้านทุกบาน และมีกลิ่นหอมหวนของห่านอบโชยกรุ่นออกมาสู่ถนน

ใช่สิ..วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าเพื่อต้อนรับปีใหม่ หนูน้อยพร่ำรำพึงกับตัวเองตลอดเวลา เสียงหัวเราะต่อกระซิกและเริงร่าอย่างมีความสุขของคนในบ้านเหล่านั้น เรียกร้องให้เธอไปหยุดและแอบมองดู

ในที่สุดก็ถึงวันสิ้นปีแล้วสินะ เรื่องนี้ต่างหากที่อยู่ในความคิดของเธอ วูปหนึ่งที่เธอคิดอิจฉาพวกเขาเหล่านั้น พลันน้ำตาของ เธอก็ไหลลงมาอย่างสุดจะกลั้น มันไหลเป็นทางลงมาเป็นสายไม่ยอมหยุด




เธอนึกถึงแม่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้...เพราะเมื่อตอนที่แม่ยังมีชีวิต อยู่ แม่ก็มักจะจัดงานเลี้ยงฉลองและทำอาหารเพื่อขอบคุณพระเจ้าในวันคริสต์มาสให้ กับเธอและครอบครัวเสมอ...แต่ตอนนี้ไม่มีแม่เสียแล้ว เธอเห็นพวกคนในบ้านกำลังมอบห่อของขวัญให้กับพวกลูกๆของเขา เด็กๆรีบแกะห่อของขวัญกันอย่างดีใจ

ช่างน่าอิจฉาความโชคดีของพวกเขาเหล่านั้นเสียเหลือเกิน...

เธอแอบมองความสุขของพวกเขาเหล่านั้นอยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ และเธอมารู้สึกตัวเอาก็ต่อเมื่อไฟที่สว่างไสวในบ้านหลังนั้นได้ถูกดับลง ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพที่เงียบเหงาและเวิ้งว้างอย่างเก่าของมันไปทั่วทั้ง บริเวณนั้นอีกครั้งหนึ่ง...




หิมะยังคงตกลงมาเป็นระยะๆ เด็กหญิงยังคงเดินต่อมาอีกเรื่อยๆ และเพราะความหนาวและอ่อนเพลีย เธอ จึงเดินไปล้มตัวลงนั่งหลบอยู่ที่บันไดบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีชายคายื่นออกมาน้อยนิดแต่คงพอช่วยที่จะใช้หลบ หิมะได้บ้าง เธอนั่งห่อตัวให้เล็กลงเพื่อหวังจะให้อุ่นขึ้นเพื่อคลายความหนาว แต่มันก็ไม่สามารถที่จะช่วยให้เธอหายหนาวได้เลยสักน้อยนิด

เธอไม่กล้ากลับไปที่บ้านด้วยเพราะกลัวพ่อมาก พ่อจะโหดร้ายกับเธอเสมอเวลาที่พ่อเมา...เธอกลัวเหลือเกิน...เด็กน้อยหนาวจน สั่นเทาไปทั้งตัว มือของเธอเย็นเฉียบจนเกือบจะเป็นน้ำแข็ง เธอพยายามหดตัว ให้เล็กลงไปอีกแต่เธอก็ยังคงหนาวอยู่อย่างนั้น เธอไม่รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเลยจริงๆ




มือเล็กๆทั้งสองของแม่หนูเย็นเฉียบชืดชาไปหมดด้วยความหนาวเหน็บ อา...ไม้ขีดไฟก้านเล็ก ๆ นี้สักก้านอาจจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น หากเธอจะกล้าดึงเอามันออกมาจากมัดเพียงก้านเดียวเท่านั้น แล้วขีดเข้ากับกำแพง เพื่ออังนิ้วของตัวเองให้อุ่นขึ้น แล้วในที่สุดแม่หนูน้อยก็ดึงไม้ขีดออกมาหนึ่งก้าน

"แชะ" เกิดประกายวาบแล้วก็ลุกโพลงขึ้น มันเป็นเปลวอันแสนสดใสและอบอุ่นคล้ายดวงเทียนเล่มเล็กๆ หนูน้อยเอามือขึ้นป้องมันไว้เป็นดวง ประทีปที่แสนวิเศษ หนูน้อยเคลิ้มไปว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ที่หน้าเตาผิงที่มีประตูและลูกบิด เป็นทองเหลืองขนาดใหญ่ ไฟกำลังลุกโพลงและแสนจะอบอุ่น




...วิเศษ...

แม่หนูยื่นเท้าออกไปเพื่อจะอังให้มันอุ่นขึ้น แต่เปลวไฟก็ดับวูบลง เตาผิงก็ได้หายวับไป หนูน้อยนั่งถือก้านไม้ขีดไฟที่ไหม้แล้วค้างอยู่ในมือ ไม้ขีดไฟก้านใหม่ถูกจุดขึ้นมาอีก มันไหม้โพรงสว่างไสว คราวนี้ผนังตึกซึ่งแสงสว่างฉาบฉายไปกระทบนั้น กลายเป็นโปร่งใสคล้ายเยื่อไม้อันบางเบา หนูน้อยสามารถมองทะลุเข้าไปภาย ในห้องเห็นโต๊ะลาดปูด้วยผ้าขาวสะอาด มีจานเคลือบวางอยู่




บนจานนั้นมีห่านย่างยัดใส้และลูกพรุนควันกรุ่นน่าเอร็ดอร่อย และวิเศษยิ่งไปกว่านั้น เจ้าห่านย่างยังกระโดดออกมาจากจาน แล้วยังเดินเตาะแตะไปตามพื้น มีดกับส้อมสำหรับตัดปักอยู่ติดหลังมันเดินตรงเข้ามาหาแม่หนูน้อยผู้ยากไร้ และแล้วพลันไฟก็ดับวูบลงอีก... มองไม่เห็นอะไรอื่นเลยนอกจากผนังตึกที่ทึมทึบเท่านั้น




หนูน้อยจุดไม้ขีดขึ้นอีก คราวนี้เธอเห็นตัวของเธอเองนั่งอยู่ใต้ต้นคริสต์มาสที่เป็นต้นที่สูงกว่า และตกแต่งมากมายกว่าต้นที่เธอเคยมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นที่บ้านพ่อค้าผู้ มั่งคั่งในวันคริสต์มาสปีที่แล้วมากมายนัก

ดวงเทียนนับพันจุดสว่างไสวอยู่กับกิ่งอันเขียวขจี ภาพพิมพ์สีสวยสดคล้ายที่เคยเห็นประดับประดาอยู่ตามตู้กระจกหน้าร้านกำลังมอง ลงมาดูเธอ หนูน้อยยื่นมือทั้งสองออกไปไขว่คว้า




เทียนบนต้นคริสต์มาสค่อยๆ ลอยสูงขึ้น...ลอยสูงขึ้น... จนแม่หนูเห็นว่า มันก็คือดวงดาวที่เปล่งแสงอยู่บนท้องฟ้านั่นเอง

"โอ...ช่างสวยงามเสียจริงๆ" เด็กน้อยรำพึง พวกเทียนนับพันเล่มเหล่านั้นตั้งระดับแถวเรียงกัน แล้วลอยสูงขึ้นๆไปสู่ท้องฟ้า พวกเทียนเหล่านั้นได้กลายเป็นดวงดาว มันจึงทำให้ทั่วผืนฟ้ามีแสงสว่างทั่วไปทั้งหมด...




เด็กน้อยพยายามยื่นมือทั้งสอง ข้างออกไปไขว่คว้า แต่แล้วไม้ขีดไฟในมือ ก็ดับวูปลง ดาวดวงหนึ่งหล่นวูบเป็นทางยาวแดงเป็นไฟตกลงมาจากฟ้า...

"คนๆหนึ่งกำลังจะตาย"

หนูน้อยละเมอ คุณยายผู้ชราและเป็นที่รักของแม่หนู และเป็นผู้เดียวที่ให้ความการุณต่อเธอ แต่ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ได้เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อใดที่มีดาวตก เมื่อนั้นจะต้องมีดวงวิญญาณดวงหนึ่งลอยขึ้นไปสู่สวรรค์




หนูน้อยขีดไม้ขีดกับกำแพงอีกก้านหนึ่ง แสงสว่างส่องไปโดยรอบ ท่ามกลางแสงเรืองรองนั้น คุณยายผู้ชราของเธอยืนอยู่ มองดูแสนผ่องแผ้วสดใสและเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาอารี

"คุณยายขา...ยายจริง ๆด้วย" หนูน้อยร้องครางด้วยความดีใจอย่างที่สุด เธอรีบวิ่งเข้าไปสู่อ้อมแขนของยายที่กางออกมารอรับ

"ยายจ๋า...หนูคิดถึงยายเหลือเกิน"




เด็กหญิงกอดยายไว้แน่นเหมือนไม่อยากให้ยายจากหายไปจากเธออีก เด็กน้อยร้องให้ฟูมฟายบอกกับยายว่า

"ยายจ๋า...ทำไมยายถึงด่วนจากไปและทิ้งหนูไว้คนเดียวเล่าคะ? ยายจ๋า..ให้หนูไปอยู่กับยายด้วยคนนะจ๊ะ อย่าจากหนูไปที่ไหนอีกเลย...ฮื่อ ๆๆ"

ยายมองเด็กหญิงด้วยใบหน้าที่เปี่ยมและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ยายก็ไม่พูดตอบว่าอะไรได้แต่โอบกอดเธอไว้เหมือนปลอบใจ แล้วในขณะนั้นเด็กน้อยเหลือบไปมองเห็นไฟที่ไม้ขีดที่เธอกำลังถืออยู่นั้น ว่ามันกำลังจะดับลง ดังนั้นเด็กน้อยยิ่งพยายามกอดยายไว้จนแน่น




"ได้โปรดเอาหนูไปอยู่กับยายเถิดค่ะ หนูรู้ว่าคุณยายจะต้องหายไปพร้อมกับไม้ขีดที่มอดไหม้หายไป เหมือนๆกับเตาผิงอันอบอุ่น ห่านย่างที่น่าเอร็ดอร่อย และต้นคริสต์มาสที่ใหญ่โตน่าอัศจรรย์ต้นนั้น"

แล้วแม่หนูก็รีบตะลีตะลานจุดไม้ขีดไฟที่เหลืออยู่ในมัดขึ้นทั้งหมด เพียงเพราะเธอต้องการให้คุณยายอยู่กับเธอ ไม้ขีดไฟส่องประกายวูบวาบจนกลายเป็นแสงสว่างเจิดจ้ามากกว่าแสงแห่งกลาง วัน...




ไม่เคยเลยในชีวิตที่จะเห็นคุณยายทั้งสวยทั้งสูงเช่นนี้ คุณยายโอบอุ้มเอาหลานน้อยเข้าไว้ในอ้อมแขน ท่ามกลางรัศมีที่สว่างไสวและน่าชื่นใจ แล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆลอยสูงขึ้น สูงขึ้น ลอยไปสู่ที่ที่ซึ่งไม่มีความหนาวเย็น ไม่มีความหิวโหย ไม่มีความหวาดกลัวและโหดร้าย ทั้งสองได้ไปถึงที่สุคติแล้วไปอยู่กับพระเจ้าที่บนสวรรค์...




"ยายจ๋า... ยายจะพาหนูไปที่ไหน? หรือคะ..."

"ไปอยู่กับพระเจ้าด้วยกันนะลูก" ยายหันมาตอบเด็กหญิงด้วยเสียงใจดี แล้วยายยังบอกอีกว่า เมื่อไปถึงที่บนสวรรค์แล้ว เธอก็จะได้พบกับแม่ของเธอด้วย ตอนนี้แม่ของเธอคงกำลังเตรียมทำอาหารเพื่อขอบคุณพระเจ้า ในวันคริสต์มาสไว้ต้อนรับการมาของเธอ

เด็กหญิงยิ้มรับและหัวเราะระรื่นจนแก้มน้อยๆเป็นสีชมพูด้วยใบหน้าที่สุขสมหวังและมีความสุขเป็นอย่างที่สุด.............




ในเช้าตรู่อันเยียบเย็นของวันรุ่งขึ้น หนูน้อยนั่งคุดคู้ซุกตัวอยู่ในระหว่างซอกบ้าน ในชายคาเล็ก ๆของบ้านสองหลัง แก้มของเธอยังเป็นสีชมพู รอยยิ้มก็ยังแย้มอยู่บนริมฝีปาก แต่ตัวของหนูน้อยนั้นเย็นจนเป็นน้ำแข็ง เธอสิ้นใจตายเสียแล้ว ในคืนวันสุดท้ายของปีเก่านั้นเอง...

พวกผู้คนที่เดินผ่านมาและมองเห็นเธอ เขาทั้งหลายตกใจและตะโกนร้องขึ้น "เร็วๆ แย่แล้ว...ทำไมมีเด็กตัวเล็กๆมานอนอยู่ตรงนี้.. เร็วรีบไปตามหมอมาดูเธอหน่อยเร็วๆ" แต่พวกเขาทั้งหลายไม่รู้หรอกว่า มันสายไปเสียแล้ว...




เมื่อหมอเดินทางมาถึง และจับไปที่ทีพจรของเด็กหญิงคนนั้น

"เธอตายมานานแล้วหละ สายไปเสียแล้วที่จะช่วยเธอ โถ...ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน" ผู้คนที่พบเธอและหมอต่างเสียใจ เพราะเมื่อพวกเขามองไปที่มือของเด็กคนนั้น ก็ได้เห็นว่าเธอได้กำไม้ขีดไฟที่ถูกจุดแล้วไว้ในกำมือนั้นจนแน่น

"โถ ๆๆ นี่คงจะหนาว มากสินะ แต่ไม้ขีดไฟน้อยนิดแค่กำมือเดียวนี้ มันไม่ได้ช่วยให้เธออุ่นขึ้นมาได้เลย ช่างน่าสงสารเหลือเกิน"




มีผู้คนมากมายเข้ามาล้อมรอบดูเด็กหญิงผู้น่าสงสาร ในจำนวนนั้นมีแม่ลูกคู่ที่เด็กหญิงไปร้องขายไม้ขีดให้ แต่ได้บอกปฏิเสธที่จะซื้อ.. ผู้เป็นแม่จำเด็กหญิงได้ นางน้ำตาร่วงพลูด้วยความรู้สึกเวทนาเด็กน้อยอย่างที่สุด นางเข้าไปกอดร่างของเด็กน้อยเอาไว้

"โธ่...น่า สงสารเหลือเกินแม่หนูน้อย นี่ถ้าฉันรู้ว่าเธอไม่มีบ้านที่จะกลับอย่างนี้แล้วละก็ ฉันจะไม่ใจร้ายบอกปฏิเสธการซื้อไม้ขีดไฟของเธอเลยจริงๆ ฮื่อๆๆ ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสารเสียเหลือเกิน...."




ผู้คนในเมืองได้ช่วยและพร้อมใจกันพาร่างที่ไร้วิญญาณของเด็กหญิงไปทำ พิธีให้ที่โบสถ์ ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า เด็กน้อยคงพยายามอังตัวให้อุ่นด้วยไม้ขีดไฟ แต่ทุกคนไม่มีใครรู้หรอกว่า แม่หนูน้อยได้พบเห็นสิ่งที่สวยสดงดงามมากเพียงไร และสิ่งที่แสนปิติยินดีเพียงไรที่ได้ล่องลอยไปกับคุณยายผู้ชราที่แสนรัก ไปหาความสงบแห่งปีใหม่ในภพหน้า....


 
Credit : http://th.wikipedia.org/
http://www.baanmaha.com/community/thread22797.html


คิดว่าหลายคนคงจะพอรู้จักหรือเคยได้อ่านนิทานเรื่องนี้กันมาบ้าง ผมเองเคยได้ยินเรื่องย่อของหนูน้อยขายไม้ขีดไฟมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็เพิ่งจลองได้อ่านจริงๆก็เมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่าเศร้าสลดและทำเอาน้ำตาลูกผู้ชายผมไหลพรากๆเลยครับ เป็นนิทานที่ควรค่าแก่การอ่านจริงๆ...

ก็เลยลองเอามาเผยแพร่ต่อ เผื่อใครยังไม่เคยได้อ่าน อารมณ์อยากหาคนคุยครับ หวังว่าจะชอบกันนะครับ

ปล.ซื้อเก็บเรียบร้อย 

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบอ่านแนวนี้เหมือนกันค่ะ เศ้ราเกินอ่ะนะ ใครมีอะไรแนะนำ คุยกันนะคะ noynha_kuku@hotmail.com

#5 By น้อยหน่า (183.88.51.132) on 2011-11-18 09:52

สนุกมากค่ะ เศร้าด้วย เป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ ขอบคุณที่นำเรื่องแบบนี้มาให้อ่าน

#4 By พ (58.9.245.214) on 2010-12-12 18:22

ขอบครับ ขอบคุณมากที่นำมาลงให้อ่านกันครับ

#3 By Sillyfish (82.19.80.162) on 2010-11-27 18:25

อ่านเรื่องนี้ทีไรแล้วรู้สึกเศร้าทุกทีเลยค่ะ

แต่จำได้ว่าเวอร์ัชั่นที่รู้จักไม่ได้พูดถึงตอนหนูน้อยได้ขึ้นสวรรค์ไปพบยายกับแม่น่ะค่ะ

#2 By .:yOung~Artist:. on 2010-08-31 00:46

เศร้าจังเลยค่ะ

#1 By (118.173.93.214) on 2010-08-31 00:30